สถานการณ์การเมืองที่กำลังร้อนระอุอยู่ในขณะนี้ อาจไม่หมิ่นเหม่ต่อการเกิดเหตุรุนแรงเท่ากับช่วงต้นปีที่ผ่านมา ที่เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดชุมนุมประท้วงกันที่ท้องสนามหลวงบ้าง ลานพระบรมรูปทรงม้าบ้าง หรือตามจุดต่างๆ บนถนนราชดำเนินบ้างก็ตาม แต่เหตุการณ์ขณะนี้ก็นับว่ากัดกร่อนความเข้มแข็งของสังคมไทยลงได้มากโข เนื่องจากผู้ทรงอิทธิพลที่สุดที่ชื่อ กกต. หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งประกอบไปด้วยกรรมการ 4 คน ยังยืนยันที่จะดำรงตำแหน่งต่อไปในการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่
ที่บอกว่า กกต.เป็นตำแหน่งของผู้ทรงอิทธิพลที่สุด ก็เนื่องจากรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ กกต.มีอำนาจสูงสุดในการจัดการเลือกตั้งทั่วไป มีอำนาจในการให้ใบเหลือง-ใบแดง และมีอำนาจในการรับรองตำแหน่งของทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ดังนั้น บรรดานักการเมืองต่างๆ จึงต้องรู้จักเข้าหาและพินอบพิเทาถึงความมีตัวตนของ กกต. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นทำให้ กกต.สามารถสยายปีกแห่งอำนาจได้แต่เพียงผู้เดียว ในการกำหนดชะตาของนักการเมืองให้อยู่หรือไปจากสภาอันทรงเกียรติได้
แต่เมื่อคำตัดสินของสามศาล ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลฎีกา ที่ให้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมาเป็นโมฆะนั้น กลายเป็นฟ้าผ่าลงบนคำกล่าวอ้างที่ กกต.ยืนยันมาตลอดว่า การเลือกตั้งครั้งนั้นถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ คำถามก็คือว่า ถ้าการเลือกตั้งนั้นถูกต้อง แล้วการตัดสินของทั้งสามศาล ผิดกระนั้นหรือ??? หรือคนที่ผิดมาแต่แรกคือ กกต. แต่ยังดื้อแพ่ง ยืนกระต่ายขาเดียวว่าที่ผ่านมาทำถูกต้องตลอด ทั้งที่กฎหมายที่ประชาชนคนไทยทุกคนยึดถือก็มาจากฉบับเดียวกัน คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ถ้า กกต.ไม่ผิด แล้วสามศาลผิดอย่างนั้นหรือ???
คำถามตามมาอีกว่า ในเมื่อสามศาลตัดสินว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทำไมผู้มีอำนาจจัดการเลือกตั้งอย่าง กกต. จึงยังยืนยันว่าจะทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งต่อไป โดยไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น
ถ้าใครที่ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด คงจำกันได้ว่าประธาน กกต. ได้ออกมาเปิดใจก่อนที่คำตัดสินจากสามศาลจะออกมาว่า การเลือกตั้งพรรคเดียวไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหน แต่ท่านประธานคงลืมไปว่าใครที่เป็นคนพูดประโยคที่ว่า เลือกตั้งพรรคเดียว มันไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นคนแรก ตอนนี้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็คงกำลังรอท่านอยู่ในแฟ้มคดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากเมื่อสองสามวันก่อน มีคนไทยคนหนึ่งไปแจ้งความกับตำรวจในข้อหาดังกล่าวแล้ว
คำยืนยันอย่างหนักแน่นต่างๆ นานาว่าไม่ผิด กลับถูกปล่อยให้ลอยนวล พร้อมยังอ้างการน้อมนำพระราชดำรัสที่ต้องการให้คนไทยร่วมมือกันพาให้ชาติรอดพ้นวิกฤต มาโอบอุ้มการทำงานของตัวเองต่อไป ทั้งที่มีคำแนะนำออกมาจากสามศาลแล้วว่า ทางเลือกในการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้มีสองทางคือ ให้ กกต.ชุดใหม่เข้าไปทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งร่วมกับ กกต.ชุดปัจจุบัน ตามช่องทางรัฐธรรมนูญ มาตรา 138 (3) อีกทางหนึ่งคือ กกต.ชุดปัจจุบันควรจะเปิดทางให้ กกต.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน ตามช่องทางรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 (2) เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของคนในประเทศ แปลเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ ลาออกไปเถอะ จะเป็นคุณูปการต่อชาติยิ่งนัก
แต่...ประโยคยอดฮิต กูไม่ออก อาจยังตราตรึงอยู่ในใจ กกต.ชุดปัจจุบันอย่างเหนียวแน่น ทำให้หลายคนนึกสงสัยว่า กกต.ชุดนี้มีวาระซ่อนเร้นอะไรกับรัฐบาล จึงหวงแหนเก้าอี้ชนิดที่คนก่นด่าทั้งบ้านทั้งเมืองก็ยังทนอยู่ได้
และในที่สุดความลับก็มากระจ่างเอาเมื่อคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ของ กกต. ถูกเผยแพร่ออกมาผ่านสื่อมวลชน ว่า พรรคใหญ่หรือพรรคไทยรักไทยได้จ้างหรือสนับสนุนเงินให้พรรคเล็กพรรคหนึ่ง ส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา จริง ซึ่งมีโทษถึงขั้นยุบพรรค และหัวหน้าพรรคไทยรักไทยเอง ก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของคนในพรรคด้วย ทั้งทางอาญาและการเมือง
แล้ว กกต.ชุดนี้ช่วยอะไรได้ จึงหวงแหนตำแหน่งยิ่งชีพ คำตอบก็คือ คงช่วยอะไรไม่ได้มาก เพียงแต่ซื้อเวลาให้ยืดยาวออกไป โดยหวังว่าเวลาจะช่วยเยียวยาทุกอย่างให้ดีขึ้น อาจเพราะนักการเมืองหลังหวะเหล่านี้เชื่อว่าคนไทยลืมง่าย เนื่องจากถ้า กกต.ชุดนี้ทำหน้าที่ต่อไป ก็อาจช่วยยื้อเวลาและซักฟอกสิ่งสกปรกที่พรรคไทยรักไทยไปทำเอาไว้ให้สะอาดขึ้นได้บ้าง และเรื่องราวก็จะผ่านไปเหมือนสายลม ไม่ต่างจากเรื่องเทมาเส็ก หรือรายได้ 73,000 ล้านบาท ที่ตอนนี้ก็แทบจะไม่มีใครพูดถึงแล้ว แต่ถ้า กกต.ลาออก นั่นคือปัญหาใหญ่ เพราะ กกต.ชุดใหม่ที่จะมาทำหน้าที่แทนนั้น เป็นที่รู้กันว่าส่วนใหญ่เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่อาสามาช่วยชาติอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ไว้หน้าใคร เมื่อถึงตอนนั้นพรรคไทยรักไทยก็คงไม่เหลือแม้แต่ซากแห่งความเป็นพรรคการเมืองเลยทีเดียว
จนถึงขณะนี้เลยมีการเล่นสาดโคลนกันไปมา ระหว่างพรรคไทยรักไทยและพรรคประชาธิปัตย์ โดยมี กกต.เป็นคนกลาง (ทางนิตินัย แต่โดยพฤตินัยแล้ว เด็กอนุบาลก็ดูออกว่า กกต.ถือหางข้างไหน) เนื่องจากผู้ที่นำเรื่องไปร้องเรียน กกต.ว่าพรรคใหญ่จ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง ก็คือพรรคประชาธิปัตย์นั่นเอง ทั้งพรรคไทยรักไทยและ กกต.จึงออกมาแฉพรรคประชาธิปัตย์บ้าง ด้วยการนำเทปลับที่แสดงถึงคนของพรรคประชาธิปัตย์ไปจ้างวานพรรคเล็กให้เจรจากับพรรคไทยรักไทย ว่าจะรับจ้างลงเลือกตั้ง เหมือนการล่อซื้อยาบ้าของตำรวจนั่นเอง เรื่องจึงยุ่งยากซับซ้อนกันเข้าไปใหญ่ เพราะต้องมาตรวจสอบกันให้แน่ชัดต่อไปว่า เทปลับนั้นเป็นของจริงหรือการจัดฉาก แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหน พรรคไทยรักไทยก็ผิดเต็มประตูอยู่ดี เพราะไปจ้างวานจริง เพียงแต่ตอนนี้ไม่อยากตายคนเดียว เรียกว่ากูไม่ได้ มึงก็ต้องไม่ได้ด้วย
นี่คือสปิริตของนักการเมืองไทยที่น่าสะอิดสะเอียน และน่าจะจบลงเสียทีกับความมัวเมาในอำนาจ แม้กระทั่ง กกต.เองซึ่งได้ชื่อว่าต้องมีความเป็นกลาง แต่กลับแสดงออกถึงความลำเอียงอย่างน่ารังเกียจ หนังสือพิมพ์หลายฉบับจึงเปลี่ยนชื่อเรียกของ พล.ต.อ.วาสนา ที่แรกๆ เรียกว่า พี่วาด มาเป็น พี่หนา กันแล้ว ก็ต้องดูกันต่อไปว่า กกต.ชุดนี้จะหาเหตุผลอะไรมาสนับสนุนให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้อีก จะอยู่เป็นตัวตลกทางการเมืองต่อไป หรือตระหนักได้เพียงว่าจะเป็นหมาจนตรอกให้คนเขาสาปแช่งทั้งบ้านทั้งเมืองก็เอา